บทนำ · ไตรสรณคมน์

ไตรสรณคมน์ · อริยสัจสี่ · รูปนาม · ขันธ์ห้า — รากฐานแห่งการปฏิบัติ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ · พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ · ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ · สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ขอน้อมนมัสการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า อันเป็นสรณะที่พึ่งอันประเสริฐ ข้าพเจ้า ครูบาน้อย ญาณวิไชย กราบขอโอกาสต่อพระรัตนตรัย ตลอดถึงครูบาอาจารย์ทุกๆ องค์ มา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าจะได้เขียนบันทึกธรรมะ เพื่อเป็นธรรมทาน แก่ท่านผู้มีศรัทธา แสวงหาสัจจะธรรม นำจิตให้พ้นทุกข์ในวัฏฏะสงสาร บรรลุถึงพระนิพพาน คือความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง

ไตรสรณคมน์

พุทธศาสนิกชนเราท่านทั้งหลาย เป็นผู้มีบุญ และเป็นผู้มีโอกาสอันประเสริฐอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา แล้วมีจิตศรัทธา เลื่อมใสในคุณแห่งพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า คือแก้วทั้ง ๓ ดวง ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นเครื่องเตือนสติ ไม่ให้หลงไปในทางบาปอกุศลต่างๆ และเป็นแรงผลักดันใจ ในการประพฤติตนเป็นคนดี มีจิตใจอันประเสริฐ มีศีล สมาธิ ปัญญา นำพาตนให้พ้นทุกข์ จนได้บรรลุถึงมรรค ผล พระนิพพาน

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงมีพระมหากรุณา สอนให้ผู้อื่นได้รู้ตาม พระสัทธรรมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมให้อยู่เป็นสุข ธรรมะจะรักษาเราก็ต่อเมื่อเรานั้นรักษาธรรมะ แต่ถ้าเราไม่รักษาธรรมะ เราก็ไม่พ้นไปจากความตกต่ำทางจิตใจ เพราะฉะนั้น เราควรนำเอาธรรมะเป็นดวงประทีปส่องทางในการดำเนินชีวิต และพระสงฆ์นั้น เป็นสาวกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นผู้สืบธรรมะ เป็นผู้เตือนเราให้รู้จักผิดชอบชั่วดี เราจึงถือเอาทั้งสามอย่างนี้ว่าเป็นที่พึ่ง โดยถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทางชีวิต เป็นแรงผลักดันใจ ถือเอาพระธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติ เปรียบเสมือนแผนที่เดินทาง ถือเอาพระสงฆ์เป็นผู้นำทางธรรม เปรียบเหมือนที่ปรึกษาแนะนำทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

การเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้น ถ้าเรามีประการหนึ่ง ก็มีครบทั้งสามประการ ถ้าขาดไปประการใดประการหนึ่ง ก็ขาดไปทั้งสามประการ ด้วยว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสามประการนี้ เกี่ยวเนื่องกัน เหมือนไม้สามอันที่พิงกันไว้ อาศัยซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้ ถ้าเอาไม้อันใดอันหนึ่งออก อีก ๒ อันที่เหลือ ก็ล้มไปด้วย ดังนั้นรัตนทั้งสามประการ จึงเกี่ยวเนื่องกัน

ยกตัวอย่างเช่นว่า เรามีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจของเรา พุทธะ นั้น หมายความว่า สงบ สว่าง สะอาด บริสุทธิ์ เมื่อเรามีพุทธะอยู่ในใจ ก็เท่ากับว่าเรานั้นมีธรรมะอยู่ในใจด้วย เพราะความสงบ สว่าง สะอาด บริสุทธิ์นั้น ก็คือคุณสมบัติของธรรมะนั่นเอง เมื่อเรามีพุทธะกับธรรมะอยู่ในใจแล้ว ก็จะมีสังฆะรวมอยู่ด้วย เพราะว่าเมื่อใดขณะใดที่เราปฏิบัติธรรม นั่นก็คือพระสงฆ์ เพราะว่าคำว่าสังฆะ โดยเนื้อแท้ ก็คือการปฏิบัตินั่นเอง และผลอันเกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น ก็เรียกได้ว่า พุทธะ ดังนี้ เช่นว่า ถ้าเราถือศีล การถือศีล ก็เหมือนกันว่าเรามีพระสงฆ์อยู่ในตัวของเรา ข้อที่เรานำมาปฏิบัติ ก็คือพระธรรม แล้วความสุข ความสงบ ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น ก็คือพุทธะ นั่นเอง แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ก็ไม่มี พระธรรมก็ไม่มี พระพุทธก็ไม่มี และบุคคลใดที่ไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจ บุคคลนั้นจิตใจจะตกต่ำได้ง่าย ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า บุคคลใดมีแก้ว ๓ ดวงนี้อยู่ในใจ บุคคลนั้นจะไม่ตกอบาย ดังนี้

คำว่า อบาย นั้น คือ สิ่งที่ไม่สบาย ได้แก่จิตใจนั้นตกไปอยู่ใต้อำนาจของบาปอกุศลทั้งหลาย มีโลภ โกรธ หลง ริษยา พยาบาท คิดในทางไม่ดีต่างๆ ทำให้จิตใจนั้นเศร้าหมอง กระวนกระวาย ไม่มีความสุข อาการดังนี้เรียกว่า จิตตกอยู่ในอบาย ดังนั้นแล้ว เราทั้งหลายผู้ปฏิบัติธรรม ควรระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนไตร และปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม และการเข้าถึงพระรัตนตรัยนี้ คือจุดเริ่มต้นแห่งหนทาง เพื่อไปสู่พระนิพพาน คือการดับทุกข์ทั้งปวง ด้วยประการดังนี้

อริยสัจสี่

ลำดับต่อไปนี้ จะได้เขียนถึง สัจจะธรรม คือธรรมะอันว่าด้วยความเป็นจริง เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ มีอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ เป็นต้น ขอให้ท่านแสวงหาสัจจะ และพระนิพพาน ได้น้อมใจเข้าหาธรรม น้อมธรรมเข้าสู่ใจ เป็นโยนิโสมนสิการ ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ และเป็นแนวทางแห่งพระนิพพาน ดังนี้

อริยสัจจะ ข้อแรกนั้น ได้แก่ ทุกข์ พระพุทธองค์นั้นทรงสอนให้กำหนดรู้ทุกข์ เพราะทุกข์ คือสัจจะความเป็นจริงของโลก โดยสัจจะธรรมแล้ว ในโลกนี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ แต่ถ้าหากผู้ที่ไม่เข้าใจในสัจจะธรรมข้อนี้แล้ว ก็จะมองว่าการกล่าวถึงทุกข์ คือการมองโลกในแง่ร้าย แต่แท้จริงแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนให้มองโลกในแง่ของสัจจะ คือความเป็นจริงที่โลกเป็น คือให้มองโลกอย่างที่โลกเป็น ไม่ใช่มองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น มองให้เห็นธรรมดาของโลก อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไป เราก็จะเป็นคนเบื่อโลก ไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเรามองโลกในแง่ดีเกินไป เราก็จะเป็นคนหลงโลก ยินดีและผูกติด เพลิดเพลินอยู่กับมายาสมมติของโลกเกินไป จนลืมสัจจะธรรมความเป็นจริง เมื่อกฎโลกธรรมอันไม่ปรารถนามากระทบ ก็ไม่สามารถทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงได้ จึงเกิดเป็นความทุกข์มาก พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มองโลกในด้านของสัจจะ คือความจริง และยอมรับความจริงให้ได้ นั่นคือการมีธรรมะอยู่ในใจ

พึงเห็นทุกข์ พึงเห็นธรรม เพราะทุกข์ คือสัจจะธรรม ในโลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ ทุกข์ คือความจริง ความสุขนั้นไม่ใช่ความจริง แต่ที่เรียกกันว่าความสุขนั้น ที่จริงแล้วก็คือความทุกข์ที่ลดลงไปนั่นเอง และถ้าหากจะนำไปเปรียบเทียบกับหลักการทางด้านของวิทยาศาสตร์ ที่เราศึกษากันตามโรงเรียนแล้วนั้น ทางวิทยาศาสตร์นั้นบอกว่า ในโลกนี้อุณหภูมิความร้อนเป็นความจริง ส่วนความเย็นนั้นไม่ใช่ความจริง ในโลกนี้มีแต่ความร้อน ความเย็นนั้นไม่มี แต่ที่เรียกว่าเย็นนั้น ก็คือความร้อนที่ลดลงไป ถ้าลดลงไปมากก็เย็นมาก ถ้าลดลงไปน้อยก็เย็นน้อย แต่ความร้อนก็ยังมีอยู่ เพราะความร้อนคือความจริง แต่จะร้อนมากหรือร้อนน้อยเท่านั้นเอง สภาวะของทุกข์ เมื่อนำเปรียบเทียบกัน ก็เช่นนั้น คือในโลกนี้ ทุกข์คือสภาวะของความจริง ส่วนความสุขนั้น ก็คือทุกข์ที่ลดลงไป ถ้าทุกข์ลดลงไปมากก็เรียกว่าสุขมาก ถ้าลดลงไปน้อยก็สุขน้อย แต่ทุกข์นั้นก็ยังมีอยู่ แต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น สุดท้ายแล้วก็กลับไปทุกข์เช่นเดิม คือสภาวะแห่งความเป็นจริงของทุกข์สัจจธรรม

ถ้าจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับเรานั่งนานๆ แล้วปวดขา อาการปวดก็เป็นทุกข์ เราก็เลยอยากให้ทุกข์นั้นลดลงบรรเทาลง โดยการขยับเปลี่ยนอิริยาบท พอเปลี่ยนท่านั่ง ทุกข์ก็เริ่มลดลง เราก็เรียกสุขขึ้นมา แต่ทุกข์ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันลดลงไปเท่านั้นเอง และรอการกลับมาใหม่ พอนั่งนานๆ ต่อไปอีก ทุกข์ก็เริ่มก่อตัวมากขึ้น เกิดขึ้นมาอีก ทำให้เรากลับมาปวดอีกตามเดิม ดังนั้นสภาวะแห่งทุกข์ เป็นสภาวะของความเป็นจริง ที่ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์นั้นตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีสิ่งใดเกิด ไม่มีสิ่งใดดับ

การที่กล่าวถึงความทุกข์ คือการกล่าวถึงความเป็นจริง พระพุทธศาสนานั้นสอนให้มองโลก มองทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นจริง สอนให้มองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น เหมือนที่เราคิดทุกอย่าง ถ้าทางกรรมฐาน ก็คือ ยถาภูตญาณทัสสนะ นั่นเอง การที่เรานั้น วุ่นวายด้วยประการต่างๆ ก็เพราะมองอะไรไม่ได้มองถึงความเป็นจริง มองเห็นแต่สิ่งที่เป็นมายาสมมติ ไม่ได้มองถึงเนื้อแท้ของสิ่งนั้น เลือกมองแต่เฉพาะด้านที่ถูกใจตนเอง แล้วปฏิเสธความจริงที่ตนเองไม่ปรารถนา เราเลยหลงใหลไปกับมายาสมมติ ซึ่งเป็นสภาพอันไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เมื่อมีทุกข์เกิดขึ้น เราก็ไม่รู้จักกำหนดทุกข์ มองให้เห็นเป็นอนัตตา คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่สามารถบังคับได้ ย่อมเป็นไปตามสภาพของความเป็นจริง เมื่อไม่เห็นสัจจะ ก็เลยเป็นทุกข์มาก แต่เมื่อใดเรามองโลกตามความเป็นจริง จะมองคน มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่เป็นไป ก็ให้มองอย่างลึกซึ้ง ให้เห็นสภาพที่เป็นจริง การมองอะไรๆ ตามที่เป็นจริงนั้น คือการมองด้วยปัญญา แล้วเราจะเข้าใจสิ่งนั้นมากขึ้น เมื่อเข้าใจสัจจะธรรมมากขึ้น ความทุกข์ก็จะลดลงตามลำดับ ดังที่ผู้บันทึกมานี้ คือการกล่าวถึง การเห็นทุกข์ด้วยปัญญา ดังนี้แล

ลำดับต่อไปนี้ จะได้เขียนถึง เหตุแห่งการเกิดทุกข์ ทุกข์เป็นอริยสัจข้อแรกที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ทุกข์นั้นเป็นผล ส่วนเหตุแห่งการเกิดทุกข์นั้น เรียกว่า สมุทัย เป็นอริยสัจ คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา หมายถึง ความอยากที่เกินปรกติ มี ๓ ประการ คือ ๑. เป็นไปเพื่อการเกิดอีกของตัณหานั้นๆ ๒. ยินดีหลงใหลเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งนั้น ๓. พอใจยินดีที่จะอยู่ในสิ่งนั้น ตัณหาเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือความอยากที่เกินปรกติ ความอยากที่ผิดศีลธรรมประการต่างๆ โดยตัณหานั้น แยกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ — กามตัณหา หมายถึง ความอยากมี · ภวตัณหา หมายถึง ความอยากเป็น · วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น กามตัณหา คือ ความอยากมี ตราบใดที่ยังไม่มี ยังไม่ได้มา ก็เป็นทุกข์อยู่เรื่อยไป เมื่อได้มาแล้ว ก็ทุกข์กับการรักษาอีก เมื่อเสียไปก็ทุกข์กับการสูญเสีย ภวตัณหา คือ ความอยากเป็น เมื่อยังไม่ได้เป็นก็เป็นทุกข์ พอได้เป็นแล้ว ก็ทุกข์กับภาระหน้าที่ ของฐานะที่เป็นอยู่ วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เช่นถ้าเขาให้เป็น หรือให้ทำในสิ่งที่เราไม่อยากและไม่ชอบใจ ก็เกิดเป็นความทุกข์ อึดอัดลำบากใจ ได้ในสิ่งไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ดังนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเพราะตัณหา คือความอยากเป็นเหตุ เมื่อเราอยากมากก็ทุกข์มาก อยากน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่มีความอยาก ก็ไม่มีความทุกข์

ลำดับต่อไป จะได้บันทึกถึง การดับทุกข์จากตัวตัณหา ซึ่งในอริยสัจ เรียกว่า นิโรธ คือ การดับทุกข์ ในอริยสัจจะนั้น กล่าวถึงทุกข์นั้นเป็นผล เมื่อมีผล ก็ต้องมีเหตุแห่งการเกิดทุกข์ เรียกว่า สมุทัย เมื่อทราบสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์แล้ว เราก็จะได้ปัญญา คิดหาวิธีที่จะดับทุกข์นั้น เรียกว่า นิโรธ เมื่อพบวิธีดับทุกข์แล้ว ก็ปฏิบัติตามวิธีนั้นๆ ให้พ้นจากทุกข์ เรียกว่า มรรค โดยวิธีปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสารได้นั้น คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด ได้แก่ ๑) สัมมาทิฏฐิ คือ การมีความเห็น หลักการอันถูกต้อง · ๒) สัมมาสังกัปปะ คือ การมีความคิดอันถูกต้อง · ๓) สัมมาวาจา คือ การพูดแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม · ๔) สัมมากัมมันตะ คือ มีการกระทำอันถูกต้อง · ๕) สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพอันสุจริต · ๖) สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรพยายามในทางที่ดี · ๗) สัมมาสติ คือ มีความระลึกถึงความดีเสมอ · ๘) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งมั่นอยู่ในความดีตลอด ทั้งแปดประการนี้ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ทั้งปวง และเป็นทางสู่พระนิพพาน ดังนี้ และมรรคมีองค์แปดประการนี้ รวมลงแล้วก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง โดย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ คือ ปัญญา, สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ คือ ศีล, สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ สมาธิ ด้วยประการดังนี้แล

รูปนาม

ต่อไปนี้จะได้บันทึกถึงเรื่อง รูป-นาม ร่างกายของเรานี้ ประกอบไปด้วย รูป กับ นาม, รูป ก็คือ กาย ส่วนนามก็คือ จิตใจ รูป คือ ร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่เส้นผม จนถึงปลายเท้า ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม รวมผสมกันขึ้นเป็นสังขาร ธาตุดิน คือ ของแข็งทั้งหมดในร่างกาย ธาตุน้ำ คือ ของเหลวในร่างกาย ธาตุไฟ คือ อุณหภูมิในร่างกาย และธาตุลม คือ ก๊าซในร่างกาย รูปนั้น เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยธาตุทั้งสี่ปรุงแต่งขึ้นมา รูปตั้งอยู่ได้เพราะธาตุทั้งสี่หล่อเลี้ยง และรูปดับไปเพราะธาตุทั้งสี่แตกแยกออกจากกัน เมื่อธาตุลมแยกออกไป ก็หมดลมหายใจ ธาตุไฟแยกไป ก็หมดอุณหภูมิ ธาตุน้ำก็แยกไหลออกตามช่องต่างๆ ของร่างกาย สุดท้าย ก็เหลือธาตุดิน สู่ธาตุธรรมชาติ

รูปนั้น ประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า ผัสสะทั้ง ๕ ตาเห็นรูป, หูได้ยินเสียง, จมูกได้กลิ่น, ลิ้นสัมผัสรส, กายสัมผัสและจับต้อง รูปนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยปรุงแต่ง ผลที่สุดก็ดับสลายไป ตามลักษณะทั้งสามประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เรียกว่า อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง สิ่งใดเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นไม่เที่ยง ทางกรรมฐานกล่าวว่า รูปัง อนิจจัง รูปนั้นไม่เที่ยง ดังนี้แล

ส่วน นาม นั้น คือ สิ่งที่สัมผัสด้วยประสาททั้งห้าไม่ได้ แต่สัมผัสได้ด้วยใจ เรื่องของนามธรรมนี้ ประกอบด้วย ๑. เวทนา ๒. สัญญา ๓. สังขาร ๔. วิญญาณ ทั้งสี่ประการนี้ เป็นเรื่องของใจทั้งหมด ดังจะได้เขียนอธิบายเป็นลำดับต่อไปนี้

เวทนา หมายถึง ความรู้สึก เวลามีทุกข์ ก็เรียกว่า ทุกขเวทนา เวลามีสุข ก็เรียกว่า สุขเวทนา เวลาใดรู้สึกเฉยๆ ก็เรียกว่า อุเบกขาเวทนา สาเหตุแห่งการเกิดของเวทนา แล้วสืบเนื่องไปถึงการเกิดของตัวตัณหาและอุปาทานนั้น คือเกิดจากการเชื่อมกันระหว่างอายตนะภายนอก กับ อายตนะภายใน เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า อายตนะ แปลว่า เครื่องต่อ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับปลั๊กที่เสียบไฟฟ้า เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน ๖ ประการ เปรียบเหมือนช่องปลั๊กไฟฟ้า ส่วนอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เปรียบเสมือนตัวเสียบไฟฟ้า เมื่ออายตนะภายนอกกับอายตนะภายในเชื่อมต่อกัน ระหว่าง ตาต่อกับรูป, หูต่อกับเสียง, จมูกต่อกับกลิ่น, ลิ้นต่อกับรส, กายต่อกับสิ่งที่มากระทบ, ใจต่อกับอารมณ์ภายนอก เมื่อตาต่อกับรูป ก็เกิดความรู้สึกทางตา ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ เมื่อตาเห็นรูป และเกิดความรู้สึกทางตา สามอย่างนี้รวมกัน เรียกว่า ผัสสะ พอเกิดผัสสะ ก็เกิดเวทนา คือ ความรู้สึก ยินดี หรือไม่ยินดี ชอบไม่ชอบ หรือว่าเฉยๆ เมื่อเกิดเวทนาแล้ว ก็จะเกิดตัณหา คือ ความอยาก และความไม่อยาก แล้วก็ตัวตัณหาจะทำให้เกิดอุปาทาน คือ ความหมกมุ่น ครุ่นคิด จินตนาการสร้างภาพขึ้นมาในใจ แล้วเมื่อเกิดอุปาทานนั้นแล้ว ไม่สามารถระงับด้วยธรรมะได้ ก็จะเกิดกรรม คือการกระทำทางกายและวาจา ต่อเนื่องกันขึ้นมาตามเหตุปัจจัย

ดังนั้นการปรุงแต่งแห่งจิตนี้ ทำงานไวมาก ขอให้ผู้แสวงธรรมทั้งหลาย จงมีสติรู้กำหนดเวทนาให้เห็นชัด ถ้าทางกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่า เวทนานุปัสสนา เห็นเวทนาในเวทนา เห็นแจ้งในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของเวทนา เห็นชัดในการเชื่อมกันระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน เกิดผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน นั้นตามลำดับ ว่าด้วยการเกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ก็มีด้วยประการดังนี้ และให้มีสติสำรวมอายตนะ ควบคุมเวทนาให้ได้ อย่าให้เกิดเป็นตัณหาและอุปาทาน ดังนี้แล

ต่อไปจะได้เขียนถึงเรื่อง สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ในเรื่องต่างๆ ว่าง่ายๆ ก็คือ ความทรงจำนั่นเอง ถ้าเราผู้มีความจำได้ เช่น จำได้ว่าคนนั้นชื่อว่าอย่างนั้น หรือสิ่งนี้มีชื่อเรียกว่าอย่างนี้ เป็นต้น ตลอดจนถึงจำเรื่องราวต่างๆ ได้ นั่นก็คือ การมีสัญญาที่ยังสมบูรณ์อยู่ เรื่องของสัญญา ก็มีด้วยประการนี้แล

ต่อไปจะได้เขียนถึงเรื่องของ สังขาร หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจเรา โดยแยกให้เห็นคือ ใจเป็นส่วนหนึ่ง และความคิดที่เกิดขึ้นในใจ อีกส่วนหนึ่ง เช่นผ้าสีแดง แต่เดิมสีธรรมชาติของผ้านั้น คือ สีขาว แล้วก็นำมาย้อมด้วยสีแดง ผ้าเลยกลายจากสีขาวเป็นสีแดง ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่องจิตและสังขารนี้ ก็คือ ผ้าที่เป็นสีขาวโดยธรรมชาติของมัน ก็เปรียบเสมือนจิตเดิมแท้ของมนุษย์ ส่วนตัวสีแดงที่นำมาย้อม ก็เปรียบเหมือนสังขาร ที่มาปรุงแต่งให้จิตเปลี่ยนไปจากธรรมชาติเดิม โดยแท้แล้วนั้น จิตเดิมแท้ของมนุษย์นั้นบริสุทธิ์ แต่ที่จิตไม่บริสุทธิ์เปลี่ยนรูปไปนั้น ก็เพราะสิ่งภายนอกเข้ามาปรุงแต่ง โดยเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส เมื่อจิตเดิมทีบริสุทธิ์ ถูกสังขารปรุงแต่งด้วยสิ่งเหล่านี้ จึงเปลี่ยนรูปไปเป็นอารมณ์ รัก ชัง โลภ โกรธ หลง ริษยา พยาบาท ธรรมารมณ์ต่างๆ ตามเหตุปัจจัย ถ้าทางกรรมฐาน ก็เรียกว่า เจตสิก หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต เช่น อารมณ์ โลภ โกรธ หลง รัก ชัง ขี้เกียจ ขยัน อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เป็นเจตสิก ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในใจเรานั้น เป็นตัวสังขารที่ปรุงแต่งให้จิตของเราเปลี่ยนไปจากธรรมชาติเดิมที่บริสุทธิ์ ให้เปลี่ยนไปตามอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบปรุงแต่ง เช่น ปรุงแต่งให้โลภ โกรธ รัก ชัง ปรุงแต่งให้มีมานะถือตัว เป็นต้น เรื่องของสังขาร ดังได้เขียนมา ก็มีด้วยประการดังนี้แล

ต่อไปจะได้เขียนถึงเรื่อง วิญญาณ คือ การรับรู้และความรู้สึก วิญญาณทั้งหกนั้น เรียกชื่อตามอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความรู้สึกเห็นทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ, ความรู้สึกที่ได้ยินทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ คือ วิญญาณทางหู, ความรู้สึกที่ได้กลิ่นทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ คือ วิญญาณทางจมูก, ความรู้สึกรับรสชาติทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ คือ วิญญาณทางลิ้น, ความรู้สึกทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ คือ ความรู้สึกด้วยวิญญาณกาย, ความรู้สึกทางใจ เรียกว่า จิตตะวิญญาณ คือ วิญญาณจิต ถ้าหากวิญญาณดังกล่าวมานี้ยังสมบูรณ์ ความรับรู้ในอายตนะนั้นๆ ก็กล่าวว่ายังใช้ได้อยู่ แต่ถ้าหากวิญญาณในอายตนะใดดับไปนั้น ความรับรู้ทางอายตนะนั้นก็ดับไป เช่น คนหูหนวก หรือตาบอด เขาก็ยังมีหูและตาอยู่ตามเดิม แต่เพราะวิญญาณหู วิญญาณตานั้นดับไป ความรับรู้ในส่วนนั้นจึงใช้ไม่ได้ แล้วถ้าวิญญาณจิต คือความรับรู้ทางใจดับ ก็คือ หมดการรับรู้ทางใจ นั่นเอง เรื่องของวิญญาณ ก็มีด้วยประการดังนี้แล

ขันธ์ห้า

ต่อไปนี้จะได้เขียนบันทึกเรื่อง ขันธ์ ห้า ประการ ในตัวเรานี้ ประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นของอันไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด การเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ห้านั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นสิ่งไม่มีตัวตน เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว ให้น้อมเป็นกรรมฐาน เพื่อที่จะได้ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนให้น้อยลง จนกระทั่งไม่ยึดติดกับอะไรเลย จิตก็จะบริสุทธิ์

ให้ผู้แสวงธรรมทั้งหลาย มีสติอยู่กับตนเสมอ มีปัญญารู้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน พิจารณาให้รู้ถึงสาเหตุของสิ่งนั้น และพิจารณาให้รู้ว่าจะแก้ไขสิ่งนั้นอย่างไร ประการแรก คือ พิจารณาให้เห็นและรู้จักตนเอง คือ พิจารณาว่าในตัวของเรานี้ ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ต่อไปให้พิจารณา ให้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เช่น โลภ โกรธ หลง ความสุขความทุกข์ ความยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ในใจของเรา ลำดับต่อไปก็พิจารณา ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจากอะไร มีสิ่งใดเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ลำดับต่อไป ก็พิจารณา ให้รู้ว่าจะแก้ไขและดับสิ่งนั้นได้อย่างไร เราจึงจะไม่ถูกสิ่งนั้นมายึดผูกมัดให้เราเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน แล้วปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์ให้ได้

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ให้น้อมจิตเข้ามาในกาย ให้เห็นชัดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเรานั้นไม่มีอยู่ มีแต่ธาตุขันธ์ที่ประชุมผสมกันขึ้น เรียกว่า สภาวะ ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ธาตุทั้ง ๔ อายตนะทั้ง ๖ มาประกอบเข้าด้วยกัน แล้วไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่งของสังขาร และเมื่อสิ่งที่ประกอบกันขึ้นทั้งหมดนี้ แยกออกจากกันเมื่อใดแล้วนั้น ชีวิตอินทรีย์ก็แตกดับไป เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา แล้วตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา พิจารณาให้เป็นอารมณ์พระกรรมฐานอยู่เสมอ พิจารณาด้วยปัญญา ระลึกรู้ด้วยสติ ให้จิตคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทาน จนปล่อยวางในตัวตนได้ คือ มองเห็นไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดที่จะเข้าไปยึดถือไว้ เห็นทุกสรรพสิ่งเป็นเพียงของว่างเปล่า ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา ทุกสิ่งไม่มีอะไรให้ยึดถือยึดมั่น จนจิตหลุดพ้นจากอวิชชา อาสวะทั้งหลาย ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน ดังนี้แล