นิพพานธรรม

สัจจะธรรมที่ทุกสิ่งประกาศ และหนทางสู่ความพ้นทุกข์

พระนิพพานนั้น เป็นเป้าหมายและหลักสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจจะ คือความจริงที่มีอยู่ในโลกนี้ ได้แก่ ทุกข์ · สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ · และทางปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง · ทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ · อนัตตา คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจของเราได้ ทุกสิ่งมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วแตกดับไปในที่สุด

เมื่อพระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจจะธรรมแล้ว ก็ทรงมีพระมหากรุณา ให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รู้ตาม เพื่อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ในวัฏฏสงสาร อันหาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ให้เข้าสู่พระนิพพาน คือความดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้น สัจจะธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ เป็นคำสอนด้วยสติ ปัญญา เหตุ ผล ไม่ได้สอนให้งมงาย และไม่ได้สอนสิ่งที่เกินวิสัยที่ผู้ฟังจะคิดตามไม่ได้ เรื่องใดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการดับทุกข์ พระพุทธองค์ไม่ทรงตรัสสอน ทรงสอนให้ ลด ละ เลิก ปล่อยวาง ความโลภ ความโกรธ ความหลง มานะ ทิฏฐิ กิเลสกามทั้งหลาย ให้บรรเทาเบาบางจนหมดไปจากจิตใจ เมื่อกามกิเลสเหล่านี้บรรเทาเบาบางจากใจเราไปมากเท่าไหร่ ความสุขสงบก็เกิดขึ้นในใจของเรามากเท่านั้น

ดังนั้น ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้ตั้งตนไว้ด้วยมีศรัทธา มีสติ มีปัญญา มีความเพียร เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต จงมีสติเฝ้าดูและพิจารณากายใจ ให้เห็นสัจจะธรรม กำจัดซึ่งอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งซึ่งความจริง กำจัดตัณหา คือความอยากได้ อยากมี ได้แล้วก็อยากได้อีก มีแล้วก็อยากมีอีก ไม่รู้จักพอ กำจัดซึ่งอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ อย่าให้มีความยินดียินร้าย ความกำหนัด ความหลงเมามัวในกามกิเลสทั้งหลาย พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างให้เห็นเป็นสัจจะธรรม คือมองให้เห็นตามสภาพของความเป็นจริง เป็นการมองด้วยปัญญา

สัจจะธรรมในทุกสิ่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมบ่งบอกถึงสัจจะธรรมทั้งนั้น ทุกรูปทุกนามในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นพยานแห่งการประกาศสัจจะธรรม ใบไม้ร่วงก็เป็นสัจจะธรรมอยู่ในตัว ผู้ที่ไม่รู้ถึงสัจจะธรรมนั้น ก็เพราะไม่มีปัญญา ความรู้จริงเข้าไปไม่ถึง และไม่เห็นสัจจะธรรมอันมีอยู่ในสิ่งนั้นๆ สัจจะธรรม คือกฎตายตัวของธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติแล้ว เราจะรู้แจ้งถึงสัจจะธรรมความจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรา ก็สอนจากธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกย่อมแสดงสัจจะธรรมความจริงให้เรารู้ ธรรมชาติทุกสิ่ง ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ มีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลก แม้แต่ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่ง และเป็นตัวของธรรมชาติ

ทุกรูปทุกนามต่างก็เป็นพยานแห่งสัจจะธรรมอยู่ทุกขณะ ต่างก็ประกาศกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดไป ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งล้วนมีทุกข์อยู่ในตัว ทุกๆ สิ่งไม่สามารถบังคับกำหนดได้ ย่อมเลื่อนไหล เสื่อมสิ้น ดับสลาย เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ทุกสิ่งเป็นของว่างเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติประกาศอยู่ทุกเวลา แต่ที่เราไม่เห็นธรรมในธรรมชาติ ก็เพราะเราถูกตัวอวิชชาบังไว้ ตั้งแต่วันที่เราเกิดมาในโลกนี้ อาศัยโลกนี้อยู่ จนถึงจากโลกนี้ไป สัจจะธรรมเกิดขึ้นและสอนเราทุกลมหายใจเข้าออก สัจจะธรรมปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราทุกขณะ แต่เราไม่เห็น เพราะเราขาดปัญญา ไม่มีดวงตาแห่งธรรม เราจึงไม่เข้าใจถึงเหตุผลของสิ่งนั้นๆ

ดังนั้นแล้ว จงมองเห็นทุกสิ่ง ฟังเสียงทุกสิ่งให้เป็นธรรมสอนตัวเรา ทั้งสิ่งในตัวเราเอง และสิ่งนอกตัวเรา ไม่ว่าเกิดขึ้นกับเรา หรือเกิดขึ้นกับคนอื่น ทุกสิ่งนั้นล้วนแต่เป็นสัจจะธรรมที่ประกาศความจริงทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดไม่ใช่สัจจะธรรม ขอให้ท่านผู้แสวงหาสัจจะธรรมทั้งหลาย ได้ปฏิบัติศึกษาธรรมให้รู้แจ้ง ในความเป็นจริงแห่งสัจจะธรรมที่เกิดขึ้นทุกขณะจิต ธรรมะพระนิพพานที่แท้จริงนั้น อยู่ในกายในใจเรานี้เอง ฝึกจิตให้เป็นอุเบกขาธรรมอันบริสุทธิ์ และเข้าให้ถึงสภาพแห่งจิตเดิมแท้ คือความว่าง สงบ สะอาด บริสุทธิ์ อันเป็นจิตแห่งพระนิพพาน เกิดมาในโลก อาศัยอยู่ในโลก แต่ไม่ผูกติดกับโลก อยู่กับสิ่งสมมติ รู้จักใช้สมมติ ไม่ผูกติดกับสมมติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลกธรรม ไม่ผูกติดกับสิ่งใดในโลก ทำใจให้เป็นกลาง ปล่อยวางทั้งทุกข์และสุข จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เจริญ ตามรอยพระธรรมที่รู้แจ้งโลก มุ่งแสวงหาพระนิพพาน

ดังนี้แล้ว ท่านผู้ปฏิบัติธรรม จงมองโลกอย่างมีธรรมะ คือมองด้วยตาในตาแห่งธรรม ถ้ามองอย่างโลกมองแต่ตานอก มีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวปิดบังสัจจะธรรมนั้นแล้ว เราก็จะเกิดความยินดียินร้ายต่อสิ่งนั้นๆ ทำให้เป็นทุกข์ไปไม่รู้จบรู้สิ้น แต่ถ้ามองด้วยตาใน คือธรรมจักษุ สิ่งใดเกิดขึ้นก็มองเห็นเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ เมื่อเข้าใจเหตุผลแห่งธรรมชาติ ก็ย่อมเข้าถึงสัจจะธรรม เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งทั้งปวง โลกธรรมทั้งหลาย เป็นต้นว่า สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญ ได้ เสีย ก็มองเห็นเป็นธรรมดา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เกิดขึ้นในขณะนี้ และจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคตข้างหน้า เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกชีวิตจิตวิญญาณ ทุกๆ สรรพสิ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ดับไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นวัฏฏวนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบสิ้น อยู่ที่ว่าใครจะเห็นสัจจะธรรม และเหตุผลในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แล้วน้อมนำมาพิจารณาในจิตให้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เกิดเป็นปัญญาญาณอันเห็นแจ้งในกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ แล้วดับสลายไปในที่สุด

ทุกข์ คือทุกสิ่งมีทุกข์อยู่ในตัว ทุกข์คือสัจจะธรรมความจริงที่มีอยู่ในทุกรูปทุกนาม ทุกข์คือสัจจะความจริงที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ส่วนความสุขนั้นไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงสภาวะที่ความทุกข์ลดลงไปมากหรือน้อย โดยการหาเครื่องบรรเทาความทุกข์เป็นครั้งคราวไปนั้นเอง หากจะยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบกับทุกข์ทางกาย เช่น เราไม่ได้อาบน้ำ ร่างกายสกปรกก็เกิดความไม่สบายตัว ก็เป็นทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมันเอง เพราะร่างกายนี้มีทุกข์อยู่ในตัวเป็นธรรมดาอยู่เช่นนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัย ความทุกข์นั้นก็จะปรากฏออกมาโดยลักษณะต่างๆ เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นก็อยากให้ทุกข์หมดไป ก็ไปหาเครื่องอาบน้ำอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ มาอาบน้ำชำระร่างกาย และเมื่อร่างกายสะอาดแล้วก็รู้สึกมีความสุข แท้ที่จริงแล้วอาการของความสุขนั้นก็คือความทุกข์ที่ลดลงไป และรอการกลับมาเกิดใหม่ตามเหตุปัจจัย เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายกลับมาสกปรกอีก ความทุกข์ก็กลับมาอีก เพราะทุกข์คือความจริงเป็นสัจจะธรรม ส่วนที่เรียกว่าความสุขนั้น แท้ที่จริงก็คือความทุกข์ที่ลดลงไป โดยหาวิธีบรรเทาทุกข์ไปเป็นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ประกาศความจริงในวัฏฏะสงสารนี้ แต่ความสุขนั้นไม่ใช่ความจริง พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรม ก็ด้วยเห็นทุกข์ จึงค้นพบวิธีดับทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์ก็เห็นสัจจะธรรม

และมองทุกสิ่งให้เห็นเป็นอนัตตา คือความไม่มีตัวตน ไม่สามารถกำหนดบังคับได้ ไม่ได้ตั้งใจเราไปทุกอย่าง ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ถึงแม้ไม่ต้องการ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็ต้องเป็นไปตามสัจจะธรรม ทุกสิ่งเป็นอนัตตา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นแต่เพียงรูปนามที่สังขารปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ ดับสลายไป ไม่ยึดติดใจในรูปว่าเป็นตัวเรา ไม่ยึดนามว่าเป็นของเรา เห็นทุกสิ่งเป็นของว่างเปล่า เห็นความไม่มีในสิ่งที่มีอยู่ ไม่มีสิ่งใดให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น วางจิตให้เป็นอุเบกขาธรรม ปล่อยวางกับทุกสิ่งอันเป็นมายาสมมติ เข้าถึงวิมุตติธรรมคือความหลุดพ้น ยกจิตให้อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือโลก เห็นโลกแต่ไม่หวั่นไหวหมุนไปกับโลก เห็นทุกสรรพสิ่งเป็นสัจจะธรรม หลุดพ้นจากอวิชชา อาสวะทั้งหลาย ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน ดังนี้แล

อุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ

องค์สมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสสอนและเปรียบเทียบ การปฏิบัติตามอริยมรรคเพื่อไปสู่พระนิพพาน เปรียบเหมือนท่อนไม้ที่ลอยไหลไปตามกระแสแม่น้ำไปเรื่อยๆ ธรรมดาแม่น้ำทุกสายย่อมไหลลงไปสู่มหาสมุทร ท่อนไม้ที่ไหลไปตามกระแสน้ำนั้น ถ้าไม่ไปติดอยู่กับฝั่งนอก ไม่ไปติดอยู่กับฝั่งใน ไม่ถูกมนุษย์ลากไปไว้ใช้ ไม่ถูกอมนุษย์ฉุดไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนดูดไว้ ไม่เน่าเสียเอง ไม่ติดพำนัก ก็ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรนั้นได้ ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่มุ่งแสวงหาพระนิพพานนั้น ก็เปรียบเสมือนท่อนไม้อันไหลไปตามกระแสน้ำนั้น ถ้าไม่ติดอยู่เหมือนท่อนไม้ คือ —

  • ติดอยู่กับฝั่งใน คือ ยึดติดหลงอยู่ในอายตนะภายในทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  • ติดอยู่กับฝั่งนอก คือ ยึดติดหลงไหลอยู่กับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ใจ
  • ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก คือ ยึดติดในตัวตนว่าเป็นคนสำคัญ หลงไหลในความมีความเป็นของตน
  • ถูกมนุษย์ลากไปไว้ใช้ คือ คลุกคลีอยู่กับหมู่คนทั้งหลาย ยินดีอยู่กับมนุษย์โลก เพลิดเพลินติดอยู่ในโลกียสุข
  • ถูกอมนุษย์ฉุดเอาไว้ คือ ปฏิบัติธรรมเพื่อหวังแค่ฤทธิเดช เป็นเทวดานิกายชั้นใดชั้นหนึ่ง
  • ถูกเกลียวน้ำวนดูดไว้ คือ ติดข้องอยู่ในกามคุณทั้ง ๕
  • ผู้เน่าเสียเอง คือ เป็นผู้ไม่มีศีล มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ มีมิจฉาทิฐิ เห็นผิดไปจากสัจจะธรรม หลงในลาภที่เกิดขึ้น ละทิ้งและเสื่อมศรัทธาต่อการปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน

ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ถ้าไม่ติดข้องกับสิ่งเหล่านี้ ปฏิบัติตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน ก็ย่อมถึงซึ่งพระนิพพานนั้น แล