ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เมื่อมีศรัทธาอันมั่นคงดีแล้ว และมุ่งพระนิพพาน เพื่อความดับไปแห่งทุกข์ทั้งปวง ควรจักเจริญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วอบรมจิตให้สงบขึ้นไป คือการภาวนา หมายถึง การฝึกจิตของตนเองให้มั่นคงเป็นสมาธิ และให้เกิดปัญญาอันรู้แจ้งในธรรม การภาวนานั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อการปล่อยวาง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ทำปัญญาให้เกิด ทำความคิดเห็นให้ถูกต้อง อันจักเป็นแนวทางให้ถึงพระนิพพานต่อไป
วิธีปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีวิธีการอันแตกต่างกันตามจริตนิสัยของตน ตลอดถึงองค์พระกรรมฐานที่แตกต่างกันอย่างใดก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วการภาวนานั้น ก็มุ่งไปสู่จุดเดียวกันทั้งสิ้น เปรียบเสมือนเครื่องมือในการเจาะไม้ ที่มีหลายชนิดด้วยกัน ต่างกันที่รูปแบบและวิธีการใช้ของอุปกรณ์แต่ละชนิดเท่านั้น แต่สุดท้ายก็มีไว้เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน คือเพื่อเจาะไม้ให้ทะลุ ดังนั้นการภาวนาทั้งสิ้น ก็เป็นไปเพื่อการทำจิตให้เป็นสมาธิ ทำให้เกิดปัญญา เห็นแจ้งในสัจจะธรรม ทำความคิดเห็นให้ถูกต้อง ดังนี้
ลำดับต่อไป จะได้กล่าวด้วยการภาวนาอานาปานสติ คือการกำหนดตามรู้ลมหายใจ เฝ้าอารมณ์กรรมฐาน โดยที่การนั่งสงบนิ่งกำหนดลมหายใจนั้น เป็นการรักษาศีลไปพร้อมกันในตัว แล้วการกำหนดลมหายใจ เกิดความสงบขึ้น เป็นสมาธิ และการพิจารณาลมหายใจเข้าออกนั้น ให้เห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แล้วรู้ถึงการปล่อยวางนั้น เป็นปัญญา จึงถือได้ว่า การเจริญอานาปานสตินี้ คือการบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปในตัวพร้อมกัน เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา ครบพร้อม ก็ถือได้ว่าได้เดินตามอริยมรรคทั้ง ๘ ประการ ซึ่งเป็นทางที่พระพุทธองค์วางไว้ เพื่อดำเนินไปสู่พระนิพพานนั้นแล
ลำดับการเจริญสมาธิธรรม
ผู้มีศรัทธาอันตั้งมั่นที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนา เมื่ออยู่ในสถานที่อันสมควรแล้ว พึงกราบพระรัตนตรัยด้วยความเคารพบูชาอย่างมีสติ แล้วนั่งในอิริยาบถที่สำรวม ผ่อนคลายทั้งกายและใจ ไม่พึงฝ่าฝืนสังขารร่างกายของตนเองจนเกินไป อันจะเป็นเหตุให้เกิดความลำบากกระวนกระวายจนทำให้จิตไม่สงบ เมื่อนั่งในอิริยาบถที่ตั้งมั่นแล้ว ก็ให้ตั้งสติกำหนดตามรู้ลมหายใจเข้าออกทุกๆ ขณะ ลมเข้าก็ให้รู้ ลมออกก็ให้รู้ สั้นหรือยาวก็ให้รู้ กำหนดตามรู้ ต้นลม กลางลม ปลายลม รู้สึกอยู่ทุกขณะ เมื่อจิตเผลอไปคิดถึงอารมณ์อื่นๆ ภายนอก ก็แสดงว่าสติของเรานั้นเผลอขาดไป เมื่อรู้สึกแล้ว ก็ให้ตั้งสติใหม่ ดึงจิตกลับมากำหนดใหม่ ถ้าเผลอไปอีก รู้แล้วก็ดึงกลับมาที่องค์กรรมฐาน แล้วกำหนดตามลมหายใจ เฝ้าพินิจไปเรื่อยๆ เมื่อเริ่มฝึกทีแรกๆ เป็นธรรมดาที่อาจจะเผลอสติไปบ่อยๆ แต่เมื่อตั้งใจฝึกปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความชำนาญในการกำหนดลมพอสมควรแล้ว สติจะเกิดการกำหนดรู้ของมันเอง ลมหายใจจะเข้าจะออก สั้นหรือยาว ก็จะรู้เอง โดยที่เรามีหน้าที่แต่เพียงเฝ้าดูลมเท่านั้น
ปล่อยลมหายใจไปตามสบายๆ เพียงแค่เราตามรู้ จะสงบหรือไม่สงบ ก็ให้เพียงแค่รู้ แล้วกลับมาดูลมหายใจไปเรื่อยๆ เมื่อเผลอไปถึงอารมณ์อื่นๆ เมื่อรู้ตัวแล้ว ก็ให้ปล่อยวางอารมณ์นั้นๆ แล้วกลับมาดูลมอย่างเดียว อารมณ์ใดๆ ที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นมาในใจ ทั้งดีและไม่ดี ก็ให้รู้ทัน เห็นการเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์นั้นๆ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เกิดขึ้นตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีสิ่งใดให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ เมื่อเห็นชัดเช่นนี้แล้ว อารมณ์ต่างๆ จะค่อยๆ สงบไปเรื่อยๆ เมื่อมาถึงจุดที่จิตของเรามีสติที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว เราจะเห็นลม เห็นจิต เห็นสติ อยู่พร้อมกันในที่เดียว คือการรับรู้ด้วยความรู้สึกภายในว่า ลม สติ และจิตนั้น เป็นอันเดียวกัน เมื่อเห็นชัดดังนี้แล้ว จิตก็จะสามารถอยู่เหนือนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้แก่ ความใคร่ในกามคุณ ความพยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย จะหมดไปจากจิต จะเห็นแต่ลม สติ และจิตที่เนื่องกันอยู่ในจุดเดียว เมื่อใดที่จิตเราตั้งอยู่ในอาการเช่นนี้ ให้เข้าใจว่าจิตนั้นตั้งอยู่ในองค์สมาธิธรรม
แล้วต่อไป ก็ให้รู้ถึงลมหายใจที่เข้าออกนั้น หยาบก็ให้รู้ ละเอียดก็ให้รู้ แล้วกำหนดลมให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป จนละเอียดมากที่สุด จนคล้ายกับว่าไม่มีลมหายใจเลย เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ ก็อย่าพึงตกใจว่าหมดลมหายใจ เพราะที่จริงแล้วลมนั้นยังมีอยู่เช่นเดิม แต่เป็นสภาวะอันละเอียดมากเท่านั้นเอง แล้วต่อจากนั้น ให้มีสติกำหนดรู้ถึงความว่างของลม เป็นอารมณ์กรรมฐานต่อไป โดยที่เราไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไรอีกแล้ว เพียงแค่มีสติรู้อยู่กายในอย่างเดียวเท่านั้น อาการที่จิตนิ่งและละเอียดเช่นนี้ เป็นอาการของจิตที่สงบเต็มที่แล้ว ต่อไปเมื่อจิตจะเริ่มถอนออกจากสมาธิ จิตจะมีอาการเข้าและถอนออกเป็นระยะๆ เราก็ให้รู้อาการนั้นๆ ของจิต เมื่อจิตคลายและถอนออกจากสมาธิมากเท่าใด การรับรู้สิ่งภายนอกก็จะมากขึ้นตามนั้น จนการรับรู้เป็นปรกติเต็มที่ทุกอย่างแล้ว แสดงว่าจิตนั้นถอนออกจากสมาธิแล้ว และถึงแม้ว่าจิตได้ถอนออกจากสมาธิแล้ว เราก็จะรู้ว่าอาการของจิตที่สงบและละเอียดที่สุดนั้นเป็นเช่นไร จนทำให้เกิดความปีติในธรรม เริ่มเกิดปัญญาอันเห็นแจ้งยิ่งขึ้น ดังนี้
และจิตในขณะนี้จะเป็นวิปัสสนาแล้ว ด้วยว่ามีสมาธิอันละเอียดเป็นพื้นฐาน ลำดับต่อไปจะต้องตั้งสติให้มั่นคง เมื่อจิตพักขึ้นสู่ลำดับแห่งวิปัสสนาแล้ว ก็จะเกิดการเห็นแจ้งไปตามลำดับ ซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากสมาธิ อันเกิดจากสมถกรรมฐานดังกล่าวมานี้ แล้วให้ฝึกตนเองให้เกิดความชำนาญในการเข้าสมาธิและออกสมาธิ ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ก็ให้รู้ว่าจิตมีอาการอย่างใด อาการที่จิตถอนออกจากสมาธิเป็นเช่นไรก็ให้รู้ ต้องมีสติให้มาก ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธินั้น เป็นจิตที่ไม่วุ่นวาย ถึงแม้จะรู้สึกอยู่ก็ไม่มีความวุ่นวาย ถึงแม้จะถอนจิตออกมาแล้วก็ไม่วุ่นวาย มีแต่รู้อยู่ด้วยความสงบเท่านั้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในสมาธิพอสมควรแล้วจะเริ่มถอนออก ก็ให้มีสติรู้ถึงอาการตามลำดับว่า ก่อนจะเข้าสมาธิ จนถึงอาการที่จิตสงบนั้น เดินจิตให้เกิดความสงบได้อย่างไร ให้รู้ถึงแนวทางและลำดับการเข้าสมาธิอันถูกกับจริตนิสัยของตน เป็นแนววิธีปฏิบัติในครั้งต่อไป แล้วเมื่อเข้าสมาธิไปแล้ว การถอนจิตออกมีการกำหนดอย่างไรก็ให้รู้เป็นแนวทาง แล้วค่อยๆ ถอนออก หลังจากนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ให้มีสติกำหนดรู้อยู่ตลอด ดังนี้ แล
การเดินจงกลม
การเดินจงกลม ถือได้ว่าเป็นการภาวนาจิตในอิริยาบถเดิน โดยให้กำหนดทางเดินกลับไปกลับมา ระยะประมาณ ๒๐-๓๐ ก้าว ผู้ปฏิบัติธรรมพึงมีสติที่มั่นคง ขณะที่จะเริ่มเดิน ให้ยืนนิ่งๆ ที่หัวทางจงกลม เจริญสติสักครู่ เมื่ออารมณ์มั่นคงดีแล้ว ให้เริ่มก้าวเท้าขวาออกก่อน ระยะก้าวให้พอดี ไม่ถี่ไม่ห่างจนเกินไป เดินด้วยอิริยาบถอันเป็นธรรมชาติอย่างมีสติ ค่อยๆ เดินกลับไปกลับมาด้วยอาการอันสำรวม ให้นึกภาวนา พุทโธ ๆ ไปทุกๆ ย่างก้าว ถ้าจิตฟุ้งซ่านคิดออกไปเรื่องอื่น ก็ให้หยุดเดินชั่วขณะ กำหนดจิตให้นิ่งพอสมควรแล้วก็เดินต่อไปอีก ขณะที่เดินให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่ออารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ให้หยุดเดิน แล้วพิจารณาเห็นอารมณ์นั้นๆ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นว่าไม่แน่นอน เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีตัวตนที่จะไปยึดถือให้เป็นทุกข์ กำหนดรู้ด้วยจิตของตนดังนี้ จะทำให้เกิดปัญญา ฝึกจิตให้รู้และเห็นชัดในธรรมดาแห่งไตรลักษณ์ อันเป็นปัญญาอันเห็นแจ้ง เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงมายาสมมติ เป็นสิ่งลวงจิต พยายามทำสติให้ตั้งมั่น จะรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือเฉยๆ ก็ให้รู้เท่านั้น ไม่ปล่อยให้จิตวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอสติไป ก็ตั้งจิตกลับมาที่องค์กรรมฐาน คือ พุทโธ อันเป็นที่ตั้งของสติภาวนา แล้วมีสติเห็นชัดในการเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์ต่างๆ รู้แล้วก็ปล่อยวาง แล้วกลับมาตั้งอยู่ในองค์กรรมฐานต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดสมาธิอันมั่นคง และเกิดปัญญาอันเห็นแจ้งในธรรมเป็นลำดับไป ด้วยประการดังนี้ แล
การภาวนานั้น สามารถกระทำได้ในทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ ขณะจิต เพราะการภาวนาเป็นเหตุให้เกิดปัญญาที่ถูกต้อง และอาการของการเกิดปัญญาเห็นแจ้ง ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อเรารู้แนวทางการวางอารมณ์และวิธีปฏิบัติแล้ว จะอยู่ในที่ใด อิริยาบถใด ก็ขอให้ภาวนา มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ และเจริญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง จึงจะถือว่าเป็นผู้เจริญกรรมฐานอย่างแท้จริง การตั้งอารมณ์จิตในการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น คือการกำหนดรู้อารมณ์ของตน เมื่อใดจิตสงบหรือไม่สงบก็ให้รู้ ให้เห็นอาการของจิตและอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบจิตอยู่เสมอ แล้วรู้จักปล่อยวางอารมณ์นั้นๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อจิตไม่สงบก็อย่าไปเสียใจ เมื่อจิตสงบดีก็อย่าดีใจ แค่ตามรู้อาการของจิตอยู่เสมอ ปฏิบัติเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่องคือเป็นหน้าที่ของเรา แต่ผลจากการปฏิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อใด จะเป็นอย่างไร เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมบริบูรณ์ ผลก็ย่อมเกิดขึ้นเองตามลำดับ เปรียบเหมือนเราปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่แค่ ขุดหลุม ปลูก รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รักษาดูแลต้นไม้ให้ดีที่สุด แต่ต้นไม้นั้นจะโตช้าหรือเร็ว ออกผลเมื่อไร เราไม่สามารถไปกำหนดบังคับได้ เรามีหน้าที่กระทำเหตุให้ดีและสมบูรณ์ที่สุด เมื่อเหตุดี ผลย่อมดี เหตุเป็นหน้าที่ของเรา สำหรับผลเป็นหน้าที่ของจิตที่พร้อมแล้ว การภาวนาให้ตั้งจิตไว้พอดี มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อมีสติที่พร้อมบริบูรณ์แล้ว สมาธิย่อมเกิดขึ้นทุกๆ ขณะ เมื่อมีสติและมีสมาธิแล้ว เราก็มีศีลไปพร้อมกันทุกๆ ขณะนั้นแล
ในขณะภาวนา เมื่อจิตเข้าสู่สภาวะของความสงบแล้ว อาจมีภาพนิมิตต่างๆ เกิดขึ้น ขอให้ตั้งสติให้ดี เมื่อนิมิตเกิดขึ้น ก็ให้น้อมสติไปพิจารณาดูจิตของตนว่าในขณะนั้นจิตอยู่ในสภาวะเช่นไร ถ้าจิตตั้งอยู่ในสมาธิ ก็ให้พิจารณารู้ว่านิมิตนั้นเกิดจากอำนาจความสงบ แต่อย่าไปหลงยึดติดในภาพนิมิต ให้พิจารณาเห็นเป็นสิ่งอันไม่แน่นอน ว่านิมิตนี้มีเกิดขึ้นและดับไป แล้วตัดภาพนิมิตนั้นออกไป โดยส่งลมหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สักครั้งสองรอบ นิมิตก็จะดับไป ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมอย่าได้ไปหลงยึดติดในนิมิตว่าเป็นของวิเศษ อันจะเป็นเหตุให้หลงติดในอารมณ์ ให้รู้แต่ว่านิมิตนั้นเกิดขึ้นจากอำนาจของจิตที่สงบ เมื่อรู้แล้วก็ให้กลับมาที่องค์กรรมฐานตามเดิม สำหรับผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ ก็อาจตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่สำหรับผู้ที่ผ่านมาแล้วบ่อยๆ ก็ถือเป็นเรื่องปรกติ เมื่อนิมิตเกิดขึ้น ก็ให้พิจารณาให้เกิดปัญญาเท่านั้น อย่าหลงตามนิมิต เมื่อรู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้น ก็กำหนดสติกลับเข้ามาในจิตตามเดิม แล้วภาพนิมิตนั้นก็จะดับไปเอง ดังนี้ แล
สภาวะแห่งความสงบ
สำหรับอาการความสงบนั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ความสงบอย่างหยาบ กับ ความสงบอย่างละเอียด ประการที่หนึ่ง ความสงบอย่างหยาบ นั้นเกิดจากสมาธิที่สงบ แล้วรู้สึกมีความสุข ก็คิดว่าความสุขนั้นคือความสงบ ประการที่สอง ความสงบอย่างละเอียด คือ ความสงบที่เกิดจากปัญญา โดยไม่ถือเอาความสุขว่าเป็นความสงบ แต่เอาจิตที่รู้พิจารณา สุข ทุกข์ นั่นแลว่าเป็นความสงบ ความสงบที่เกิดจากปัญญานั้น จึงไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความสงบตั้งมั่น ที่อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ทั้งปวง เพราะสุข ทุกข์นั้นเป็นแค่อุปาทาน ดังนั้น ความสงบที่แท้จริงจึงไม่ใช่ความสุข และความสุขก็ไม่ใช่ความสงบเช่นกัน ฉะนั้น ปัญญาอันพิจารณาเห็นแจ้งในความเป็นจริงนั้น เป็นความสงบที่แท้จริง โดยเป็นอาการที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติภาวนา ด้วยประการดังนี้ แล
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
ความเป็นจริงแล้ว สมถะและวิปัสสนากรรมฐานทั้งสองประการนี้ แทบแยกกันไม่ออก มีความเกี่ยวเนื่องกัน เหมือนต้นไม้ต้นเดียวที่แตกเป็น ๒ กิ่ง วิปัสสนากรรมฐานก็มาจากสมถกรรมฐานนั้นเองที่กลายเป็นวิปัสสนา แต่อาศัยซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เริ่มต้นนั้นต้องอาศัยการเจริญสมถะ เพื่อให้เกิดสมาธิ เกิดความสงบ จิตใจมั่นคง แล้วก็อาศัยสมาธินั้นเป็นฐานให้เกิดปัญญา คือวิปัสสนา เมื่อจิตเป็นวิปัสสนาแล้ว ความสงบนั้นก็จะตั้งมั่นอยู่ในจิตทุกขณะ ทุกสถานการณ์ ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ สมถกรรมฐาน คือการทำจิตให้สงบเมื่อเข้าไปอยู่ในสมาธิเท่านั้น เป็นความสงบที่มีอายุไม่นาน แต่กิเลสนั้นยังอยู่ สำหรับวิปัสสนากรรมฐานนั้น คือการทำให้กิเลสสงบ ด้วยปัญญาอันเห็นแจ้งในอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบจิต ด้วยการมีสติอยู่เสมอ วิปัสสนานั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีปัญญาอันเห็นแจ้งในสัจจะธรรม มีความคิดที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง พิจารณาให้เห็นชัดว่า ทุกรูป ทุกนาม ทุกสรรพสิ่ง เป็นมายาสมมติ ไม่มีอะไรแน่นอน เป็นสภาพที่เป็นทุกข์อยู่ในตัว ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งว่างเปล่า พิจารณาเช่นนี้อยู่เป็นกรรมฐาน จนจิตยอมรับความเป็นจริงแห่งสัจจะธรรมได้ แล้วถอนจิตออกจากความยึดติดในสิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิต รู้ว่าเป็นเพียงอาการความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่จิตเดิมแท้ เห็นแจ้งว่า ทุกสรรพสิ่ง ทุกรูป ทุกนาม ไม่ว่าสุข ทุกข์ โลภ โกรธ หลง ทั้งศพ สัตว์ ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขา เราเขา ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ทุกสิ่งรวมกันเข้าเป็นสิ่งเดียว คือ สักแต่ว่าเป็นเพียงธาตุ อันอยู่ใต้อำนาจแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ดับไปในที่สุด ไม่มีสิ่งใดควรยึดมั่น เมื่อเห็นอาการเช่นนี้ชัดแจ้ง จิตก็เกิดปัญญา คือ วิปัสสนาญาณ อันเป็นสิ่งดับทุกข์ทั้งปวง และเป็นทางแห่งพระนิพพาน ก็มีด้วยประการดังนี้ แล
