ทางแห่งพระนิพพาน

คลังธรรมแห่งทางปฏิบัติ รวมหมวดธรรมสำคัญไว้เป็นบัญชีให้ระลึกถึง

ต่อไปนี้จะได้เขียนถึง โพธิปักขิยธรรม ทั้ง ๓๗ ประการ อันเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมที่ปฏิบัติให้ถึงการตรัสรู้ รวมแล้วมี ๓๗ ประการ ได้แก่ —

  • สติปัฏฐาน ทั้ง ๔ ประการ
  • สัมมัปปธาน ทั้ง ๔ ประการ
  • อิทธิบาท ๔ ประการ
  • อินทรีย์ ๕ ประการ
  • พละธรรม ๕ ประการ
  • โพชฌงค์ ๗ ประการ
  • อริยอัฏฐังคิกมรรค ๘ ประการ

ดังจะได้อธิบายขยายความเป็นลำดับต่อไปนี้

สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน ๔ คือเป็นธรรมะข้อหลักของโพธิปักขิยธรรม ประกอบด้วย ๔ ประการ ดังนี้

๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติตามรู้ในทุกๆ อิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ก็ให้มีสติตามรู้อาการของกายทุกๆ ขณะ ทุกๆ อิริยาบถของการเคลื่อนไหวของกาย และภาวนาให้เห็นกายในกาย ให้เป็นสักแต่ว่าเป็นธาตุต่างๆ ที่ประชุมกันขึ้น มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็เสื่อมสลายดับไปในที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง พิจารณาให้เห็นความเสื่อมไปในกายทุกๆ ขณะ เพื่อเป็นการไม่ให้ยึดติดในกาย ดังนี้

๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การมีสติตามรู้เวทนาอันเกิดขึ้นทุกๆ ขณะ เช่น สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ อาการดีใจเสียใจ อาการเวทนา ร้อน หนาว ปวด เมื่อย ต่างๆ อันเกิดขึ้น ก็ให้มีสติรู้อยู่เสมอ ภาวนาให้เห็นเวทนาในเวทนา อาการเวทนาตัวใดเกิดขึ้นก็รู้ เวทนานั้นมีอยู่ก็รู้ เวทนานั้นดับไปก็รู้ ให้เห็นชัดถึงเวทนาในเวทนา ว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการมีสติตามรู้ว่าจิตตั้งอยู่ในสภาวะใด เช่น สงบ หรือไม่สงบ ฟุ้งซ่าน มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ให้รู้ จิตแจ่มใสหรือเศร้าหมองก็ให้รู้ ภาวนาให้เห็นจิตในจิต อันเกิดดับทุกขณะ มีสติรู้อาการของจิต ว่าจิตนั้นตั้งอยู่ในสภาวะเช่นใด เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของจิตภาวะนั้นๆ อยู่เสมอ

๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการมีสติตามรู้ ธรรมารมณ์ อันมากระทบจิต คือ นิวรณธรรม หรือความคิดตัวใดตัวหนึ่ง เกิดขึ้นในจิต ทางฝ่ายกุศลและอกุศล ทั้งดีและไม่ดี ก็ให้มีสติรู้ทัน ภาวนาให้เห็นธรรมในธรรม เห็นถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของอารมณ์นั้นๆ มีสติครอบคลุมและตามรู้ความคิดอยู่เสมอ

ต่อไปให้กำหนดรู้ อริยสัจจะธรรม ดังนี้ — ๑) ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ทั้งสิ้น · ๒) สมุทัย คือ การรู้ถึงสาเหตุแห่งความทุกข์นั้นๆ · ๓) นิโรธ คือ การรู้ถึงวิธีดับทุกข์นั้นๆ · ๔) มรรค คือ การปฏิบัติในการดับทุกข์นั้นๆ

ปฏิจจสมุปบาท

การกำหนดรู้สภาวะธรรม อันเป็นเหตุปัจจัยในการเกิดและการดับ ของรูปนามทั้งหลาย อันสืบเนื่องกัน คือ ปฏิจจสมุปบาท (สายเกิด) ดังนี้ —

  • เพราะมี อวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร
  • เพราะมี สังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ
  • เพราะมี วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป
  • เพราะมี นามรูป เป็นปัจจัย จึงมี ฉฬายตนะ
  • เพราะมี ฉฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ
  • เพราะมี ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา
  • เพราะมี เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา
  • เพราะมี ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน
  • เพราะมี อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ
  • เพราะมี ภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ
  • เพราะมี ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทั้งปวงจึงเกิดขึ้น อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

ปฏิจจสมุปบาท (สายดับ) ดังนี้ —

  • เพราะ อวิชชา ดับไป สังขาร จึงดับ
  • เพราะ สังขาร ดับไป วิญญาณ จึงดับ
  • เพราะ วิญญาณ ดับไป นามรูป จึงดับ
  • เพราะ นามรูป ดับไป ฉฬายตนะ จึงดับ
  • เพราะ ฉฬายตนะ ดับไป ผัสสะ จึงดับ
  • เพราะ ผัสสะ ดับไป เวทนา จึงดับ
  • เพราะ เวทนา ดับไป ตัณหา จึงดับ
  • เพราะ ตัณหา ดับไป อุปาทาน จึงดับ
  • เพราะ อุปาทาน ดับไป ภพ จึงดับ
  • เพราะ ภพ ดับไป ชาติ จึงดับ
  • เพราะความดับไปแห่ง ชาติ นั้นแล ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ ทั้งสิ้น จึงดับไปด้วยอาการอย่างนี้แล

ให้พิจารณาการเกิด-ดับ ตามธรรมปฏิจจสมุปบาท เพื่อไม่ให้ยึดถือ รูป-นาม สังขารนี้ ว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา มีจิตเป็นกลาง ปล่อยวางสมมติ เข้าถึงวิมุตติธรรม คือความหลุดพ้น จนถึงพระนิพพาน ดังนี้แล

องค์ธรรมหมวดอื่น

สัมมัปปธาน ๔

  • ๑) สังวรปธาน คือ เพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้นในใจ
  • ๒) ปหานปธาน คือ เพียรพยายามละบาปที่เกิดขึ้นแล้วในใจให้ดับไป
  • ๓) ภาวนาปธาน คือ เพียรพยายามทำกุศลให้เกิดขึ้นในจิตใจ
  • ๔) อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษาบุญกุศลที่ได้เกิดขึ้นแล้วในใจ ไม่ให้สูญหายไปจากใจ และทำให้เกิดขึ้นอีกยิ่งๆ ขึ้นไป

อิทธิบาท ๔

  • ๑) ฉันทะ คือ ความพอใจ ยินดีในธรรม อันจักดับทุกข์ให้ถึงพระนิพพาน
  • ๒) วิริยะ คือ มีความเพียรพยายามในการปฏิบัติธรรม
  • ๓) จิตตะ คือ มีความเอาใจใส่ ตั้งใจในการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ
  • ๔) วิมังสา คือ การรู้จักพิจารณาไตร่ตรองให้รู้แจ้งในธรรม

อินทรีย์ ๕

  • ๑) สัทธินทรีย์ คือ มีความเชื่อและศรัทธาต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
  • ๒) วิริยินทรีย์ คือ มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมเพื่อพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง
  • ๓) สตินทรีย์ คือ มีสติอย่างยิ่ง
  • ๔) สมาธินทรีย์ คือ มีความตั้งมั่นอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรมเพื่อพระนิพพาน
  • ๕) ปัญญินทรีย์ คือ มีปัญญารู้แจ้งในธรรมเป็นอย่างยิ่ง

พละธรรม ๕

  • ๑) สัทธา คือ มีความศรัทธาที่มั่นคงในการปฏิบัติธรรม
  • ๒) วิริยะ คือ มีความเพียรพยายาม
  • ๓) สติ คือ มีสติรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ
  • ๔) สมาธิ คือ มีความตั้งมั่นในธรรมเสมอ
  • ๕) ปัญญา คือ มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจจะธรรม

โพชฌงค์ ๗

  • ๑) สติ คือ มีสติอยู่เสมอ เพื่อการรู้แจ้งในธรรม
  • ๒) ธัมมวิจยะ คือ มีการพิจารณาตรึกตรองเพื่อการรู้แจ้ง
  • ๓) วิริยะ คือ ความเพียรปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้งในธรรม
  • ๔) ปีติ คือ มีความปีติยินดีในธรรมเสมอ
  • ๕) ปัสสัทธิ คือ มีจิตอันสงบ เพื่อการเห็น อยู่เสมอ
  • ๖) สมาธิ คือ มีจิตตั้งมั่นในธรรมเสมอ
  • ๗) อุเบกขา คือ มีจิตเป็นกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ปล่อยวางจากธรรมารมณ์ทั้งปวง

มรรค ๘

มรรคธรรม มีองค์ ๘ ประการ ดังนี้ —

  • ๑) สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นอันถูกต้องตามธรรม
  • ๒) สัมมาสังกัปปะ มีความคิดอันดี คิดในสิ่งที่ถูกต้อง
  • ๓) สัมมาวาจา มีวาจาอันดี พูดแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม
  • ๔) สัมมากัมมันตะ มีการกระทำอันถูกต้องตามธรรม
  • ๕) สัมมาอาชีวะ มีอาชีพอันสุจริต
  • ๖) สัมมาวายามะ มีความเพียรพยายามในทางที่ดี
  • ๗) สัมมาสติ มีความระลึกในสิ่งที่ดีเสมอ
  • ๘) สัมมาสมาธิ มีความตั้งมั่นอยู่ในความดีตลอด

มรรคมีองค์แปดนี้ รวมลงแล้ว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

ดังที่เขียนมาทั้งหมดนี้ รวมเป็นโพธิปักขิยธรรม ทั้ง ๓๗ ประการ ที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้ปฏิบัติบำเพ็ญ เป็นแนวทางแห่งการตรัสรู้สู่พระนิพพาน โดยประการดังนี้แล

วิสุทธิ ๗

ลำดับต่อไปจะได้เขียนถึง วิสุทธิ ๗ ประการ อันกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ เพื่อเป็นทางสู่พระนิพพาน —

  • ๑) สีลวิสุทธิ คือ มีศีลอันบริสุทธิ์
  • ๒) จิตตวิสุทธิ คือ มีจิตอันบริสุทธิ์
  • ๓) ทิฏฐิวิสุทธิ คือ มีความคิดเห็นอันบริสุทธิ์
  • ๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ มีญาณอันบริสุทธิ์ สิ้นความสงสัยในพระนิพพาน
  • ๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ มีญาณอันบริสุทธิ์ เห็นชัดในทางพระนิพพาน
  • ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ญาณอันบริสุทธิ์ เห็นแจ้งซึ่งวิธีปฏิบัติสู่พระนิพพาน
  • ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ มีญาณอันเห็นแจ้งในพระนิพพาน

วิปัสสนาญาณ ๑๖

ลำดับต่อไปจะได้เขียน วิปัสสนาญาณ ๑๖ ดังนี้ —

  1. นามรูปปริจเฉทญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งในนามรูปสังขารนี้
  2. ปัจจยปริคคหญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งในเหตุปัจจัยแห่งรูปนาม
  3. สัมมสนญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งในสังขารรูปนามว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
  4. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งการเกิด-ดับ แห่งนาม-รูป
  5. ภังคานุปัสสนาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งการดับสลายแห่งนาม รูป สังขาร
  6. ภยตุปัฏฐานญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งความเป็นภัยในรูป นาม สังขาร
  7. อาทีนวานุปัสสนาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งว่ารูป-นามนี้เป็นโทษ
  8. นิพพิทานุปัสสนาญาณ — ญาณอันเกิดความเบื่อหน่ายในรูป-นาม
  9. มุญจิตุกัมยตาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งการออกจากรูป-นาม
  10. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งการปฏิบัติในการดับรูปนาม
  11. สังขารุเปกขาญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งการปล่อยวางรูป-นามสังขาร
  12. สัจจานุโลมญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งโดยอนุโลม การหยั่งรู้แห่งอริยสัจจธรรม
  13. โคตรภูญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งในสังขารรูปนามว่าควรปล่อยวาง
  14. มัคคญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งทางเข้าสู่พระนิพพาน
  15. ผลญาณ — ญาณอันหยั่งรู้ผลสำเร็จของพระอริยะขั้นต้น
  16. ปัจจเวกขณญาณ — ญาณอันเห็นแจ้งกิเลสในใจว่า ที่หมดไปเท่าใด และที่ยังเหลืออยู่เท่าใด

กล่าวด้วยลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ ทั้ง ๑๖ ประการ ก็มีด้วยประการดังนี้แล

มีขันธ์ ๕ แต่ไม่มี ผู้แบกไว้ มีชีวิตอยู่ แต่ไม่มี เจ้าของชีวิต มีสุข แต่ไม่มี ผู้ยึดติด มีทุกข์ แต่ไม่มี ผู้เป็นทุกข์ มีสมมติ รู้จักใช้สมมติ แต่ไม่ยึดติดกับสมมติ

จิตฟุ้งซ่าน เป็น ทุกข์ จิตที่หลุดออกนอก เป็น สมุทัย จิตสงบรู้แก้ไข เป็น นิโรธ จิตไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็น มรรค … สู่พระนิพพาน …

สังโยชน์ ๑๐

สังโยชน์ ๑๐ ประการ อันเป็นเครื่องปิดกั้นไม่ให้ถึง มรรค ผล นิพพาน ท่านให้ไว้สองบัญชี คือตามพระสูตรและตามอภิธรรม

ตามพระสูตร

  1. สักกายทิฏฐิ — ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา
  2. วิจิกิจฉา — ความลังเลสงสัยในคุณแห่งพระรัตนตรัย และ มรรค ผล นิพพาน
  3. สีลัพพตปรามาส — การถือศีลแบบงมงาย หรือแบบผิดจากแนวทางของพระพุทธองค์
  4. กามฉันทะ — มีความกำหนัดหมกมุ่นอยู่ในกามกิเลสทั้งหลาย
  5. ปฏิฆะ — มีอารมณ์โทสะ การเคืองแค้น พยาบาท จองเวร อยู่ในใจ
  6. รูปราคะ — มีความยึดมั่นในรูปภพ ว่าเป็นแดนอันน่ายินดี
  7. อรูปราคะ — มีความยึดติดในอารมณ์แห่งอรูปฌาน ว่าเป็นคุณวิเศษที่ทำให้พ้นวัฏฏะ
  8. มานะ — ความสำคัญตนเองว่าเป็นผู้ประเสริฐ สูงส่งกว่าผู้อื่น
  9. อุทธัจจะ — ความมีจิตคิดถึงแต่เรื่องอกุศล จนจิตฟุ้งซ่าน
  10. อวิชชา — ความไม่รู้จริงในสัจจะธรรม มีความเห็นผิดไปจากความจริง

สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้ เป็นสิ่งอันผู้ปฏิบัติแสวงหาพระนิพพาน พึงสละสะสางให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ด้วยประการดังนี้แล

ตามอภิธรรม

  1. กามะราคะ — ความกำหนัดในกาม
  2. ปฏิฆะ — ความโกรธ
  3. มานะ — ความถือตัว
  4. ทิฏฐิ — ความเห็นผิด
  5. วิจิกิจฉา — ความลังเลสงสัย
  6. สีลัพพตปรามาส — การถือศีลแบบผิดๆ
  7. ภวะราคะ — ยึดติดในภพ
  8. อิสสา — ความริษยา
  9. มัจฉริยะ — ความตระหนี่
  10. อวิชชา — ความไม่รู้จริง

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

ต่อไปจะได้เขียนถึง วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ประการ อันเป็นกิเลสของวิปัสสนา ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่รู้แจ้ง หลงเข้าใจผิด และคิดว่าเป็นสภาวะของ มรรค ผล นิพพาน —

  1. โอภาส — ความสว่างไสวที่เกิดขึ้นในจิต ขณะเจริญวิปัสสนา ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุธรรม
  2. ญาณ — การหยั่งรู้อันเกิดจากอำนาจสมาธิ อันเป็นโลกียะญาณ ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุนิพพาน
  3. ปีติ — ความอิ่มใจ เบิกบานยินดีอย่างยิ่ง ก็อย่าเข้าใจว่าบรรลุนิพพาน
  4. ปัสสัทธิ — ความสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุนิพพาน
  5. สุข — มีความสุขใจอย่างยิ่ง ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นพระนิพพาน
  6. อธิโมกข์ — ความปลงใจเชื่อ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ก็อย่าเข้าใจว่าเป็นนิพพาน
  7. ปัคคาหะ — มีความเพียรตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ก็อย่าเข้าใจว่าเป็นสภาวะพระนิพพาน
  8. อุปัฏฐานะ — มีสติมั่นคง เกิดความสงบเพื่อการเห็น ก็อย่าเข้าใจว่าเป็นพระนิพพาน
  9. อุเบกขา — ความมีจิตเป็นกลาง วางเฉย อันเกิดจากอำนาจสมาธิ ก็อย่าเข้าใจว่าบรรลุ
  10. นิกันติ — มีความพอใจในผลของการปฏิบัติในขั้นนั้นๆ ก็อย่าเข้าใจว่าบรรลุแล้ว

ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ควรเข้าใจว่า วิปัสสนูปกิเลส ดังที่กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่อาการสภาวะของนิพพาน อย่าได้หลงว่าเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษแล้ว ให้เพียรปฏิบัติต่อไป จนได้บรรลุถึงพระนิพพานอันแท้จริงแล

กรรมฐาน ๔๐

ลำดับต่อไปจะได้เขียนถึง กรรมฐาน ๔๐ ดวง

อนุสสติ ๑๐

การเจริญภาวนา อนุสสติ ๑๐ ประการ —

  1. พุทธานุสสติ — ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เป็นกรรมฐาน
  2. ธัมมานุสสติ — ระลึกถึงคุณพระธรรม เป็นกรรมฐาน
  3. สังฆานุสสติ — ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ เป็นกรรมฐาน
  4. สีลานุสสติ — ระลึกถึงศีลอันบริสุทธิ์ของตน เป็นกรรมฐาน
  5. จาคานุสสติ — ระลึกถึงทานอันตนได้บริจาค เป็นกรรมฐาน
  6. เทวตานุสสติ — ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดา เป็นกรรมฐาน
  7. กายคตาสติ — ระลึกถึงกายอันอสุภะ เป็นกรรมฐาน
  8. มรณานุสสติ — ระลึกถึงความตายอันจักมีภายหน้า เป็นกรรมฐาน
  9. อุปสมานุสสติ — ระลึกถึงพระนิพพาน เป็นกรรมฐาน
  10. อานาปานสติ — ระลึกถึงลมหายใจเข้า-ออก เป็นกรรมฐาน

กสิณ ๑๐

ภาวนา กสิณ ๑๐ ดวง — ปฐวีกสิณ (เพ่งดิน) · อาโปกสิณ (เพ่งน้ำ) · เตโชกสิณ (เพ่งไฟ) · วาโยกสิณ (เพ่งลม) · อากาสกสิณ (เพ่งอากาศ) · นีลกสิณ (เพ่งสีเขียว) · โลหิตกสิณ (เพ่งสีแดง) · ปีตกสิณ (เพ่งสีเหลือง) · โอทาตกสิณ (เพ่งสีขาว) · อาโลกกสิณ (เพ่งแสงสว่าง) เป็นกรรมฐาน

อสุภกรรมฐาน ๑๐

ภาวนาอสุภกรรมฐาน ๑๐ ประการ คือ การพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ — ที่ขึ้นอืดพอง · ที่มีสีเขียวเหม็นเน่า · ที่มีน้ำเหลืองไหลออก · ที่มีหนอนชอนไชทั่วร่าง · ที่ขาดเป็นท่อนๆ · ที่เปื้อนเลือด · ที่สัตว์กัดกิน · ที่เหลือกระดูกเรียงราด · ที่ถูกฟันเป็นท่อนๆ · ที่ขาดกระจาย เพื่อคลายความยึดติดในกาย

พรหมวิหาร ๔

ภาวนา พรหมวิหาร ๔ หรือ อัปปมัญญา ๔ ประการ ดังนี้ —

  1. เมตตา — เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย อยากให้เหล่าสรรพสัตว์เป็นสุขโดยทั่วกัน
  2. กรุณา — สงสาร อยากช่วยให้เหล่าสัตว์ได้พ้นจากทุกข์
  3. มุทิตา — มีความยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข ไม่มีจิตริษยา
  4. อุเบกขา — มีจิตเป็นกลาง ไม่ยินดี ยินร้าย รับปล่อยวางอารมณ์ที่มากระทบ

อรูปกรรมฐาน ๔

ภาวนา อรูปกัมมัฏฐาน ๔ ดังนี้ —

  1. อากาสานัญจายตนะ — ภาวนาเอาอากาศเป็นอารมณ์กรรมฐาน โดยกำหนดว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด จนได้เข้าถึงอรูปฌาน
  2. วิญญาณัญจายตนะ — ภาวนาเอาวิญญาณเป็นอารมณ์ กำหนดว่า วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด จนได้เข้าถึงอรูปฌาน
  3. อากิญจัญญายตนะ — ภาวนาเอาความว่างเป็นอารมณ์ กำหนดว่า นัตถิ กิญจิ (ไม่มีอะไร) จนได้เข้าถึงอรูปฌาน
  4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ — ภาวนาเอาความมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เป็นอารมณ์ กำหนดว่า เอตัง สันตัง เอตัง ปณีตัง (นี้สงบ นี้ประณีต) จนถึงอรูปฌาน

จตุธาตุววัตถาน

ภาวนา จตุธาตุววัตถาน คือ การกำหนดโดยการภาวนา เอาธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อันประชุมรวมกันเป็นกายนี้ พิจารณาให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปในที่สุด จนเกิดความเบื่อหน่ายในรูป นาม มีความยินดีในพระนิพพาน ดังนี้แล

อาหาเรปฏิกูลสัญญา

ภาวนา อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ การภาวนาโดยกำหนดเอาอาหารที่เรากลืนกินลงไป แล้วกลายเป็นของปฏิกูล กำหนดจนเบื่อหน่ายในรูป นาม สังขารนี้ แล้วมีจิตยินดีต่อพระนิพพาน

ปีติ ๕ · นิวรณ์ ๕

ปีติ ๕

ลำดับต่อไปจะได้กล่าวถึงอาการแห่งปีติ ทั้ง ๕ ดังนี้ —

  1. ขุททกาปีติ — ปีติมีความอิ่มใจเล็กน้อย
  2. ขณิกาปีติ — ปีติมีอาการซาบซ่าน ขนลุก
  3. ผรณาปีติ — ปีติมีอาการซาบซ่านทั่วร่างกาย
  4. อุพเพคาปีติ — ปีติจนมีร่างกายโยกคลอน
  5. โอกกันติกาปีติ — ปีติจนร่างกายลอยขึ้น

นิวรณ์ ๕

ลำดับต่อไปจะได้เขียนถึง นิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการบำเพ็ญภาวนา มีดังนี้ —

  1. กามฉันทะ — ความยินดีติดข้องในกามกิเลสทั้งหลาย
  2. พยาบาท — มีจิตอันอาฆาต พยาบาท คิดร้ายต่อผู้อื่น
  3. ถีนมิทธะ — มีความง่วงเหงาหาวนอน ไม่แจ่มใส
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ — มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่สงบ
  5. วิจิกิจฉา — มีความสงสัยไปต่างๆ จนจิตไม่สงบ

ผู้ปฏิบัติควรดับนิวรณ์ดังนี้ เพื่อดำเนินไปสู่พระนิพพาน ดังนี้แล.